
กูรู AI ชุดแรกทดลอง TH-AI Passport ชี้ “คุณภาพดีกว่าที่คาด” แต่ยังมีจุดต้องพัฒนา
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 ภายหลัง TH-AI Passport เปิดระบบ Whitelist ให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ใช้งานกลุ่มแรกเข้าทดลองใช้งาน ได้เริ่มมีเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลายรายไปในทิศทางเดียวกันว่า หากพิจารณาจากคุณภาพของแพลตฟอร์มและโมเดล AI ที่เปิดให้ใช้งานจริง ผลลัพธ์ออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ แม้ยังมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้ระดับสูงและแนวทางการพัฒนาในระยะยาว
หลังได้ทดลองใช้งานจริง ทั้งการสนทนากับโมเดล AI ระดับ Frontier การเขียนโปรแกรม การสร้างภาพและวิดีโอ รวมถึงการทดสอบด้านความปลอดภัย ทำให้การพูดถึง TH-AI Passport เริ่มเปลี่ยนจากการตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิดและโครงการ ไปสู่การประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์จริง
“ภาวุธ” มองโมเดลจ่ายตามการใช้งานจริงมีความเหมาะสม
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุหลังทดลองใช้งานว่า โมเดล Pay-per-Active User ที่รัฐจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง เฉลี่ยประมาณ 25 บาทต่อคนต่อเดือน ถือว่ามีความสมเหตุสมผล เพราะหากมีผู้ใช้งานน้อย งบประมาณส่วนที่เหลือจะต้องส่งคืนคลัง ช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งบประมาณไม่ตรงกับการใช้งานจริง
ภาวุธยังมองว่า จุดเด่นของ TH-AI Passport คือการรวมเครื่องมือ AI ทั้งข้อความ ภาพ วิดีโอ เพลง และการวิเคราะห์ข้อมูลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว พร้อมระบบ Learn to Earn ที่ช่วยให้ผู้เริ่มต้นเรียนรู้ AI ไปพร้อมกับการพัฒนาทักษะ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้ระดับสูง ควรเพิ่มความยืดหยุ่น รองรับโมเดลภาษาไทยมากขึ้น และเสนอให้ผลักดันแพลตฟอร์มเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI สำหรับภาคการศึกษา ผู้ประกอบการ SME และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงเปิดโอกาสให้สมาคมด้าน AI หรือผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าร่วมเป็น Co-auditor เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
“โดม เจริญยศ” ชี้จุดแข็งอยู่ที่คุณภาพโมเดลและเครดิตใช้งาน
โดม เจริญยศ ผู้ก่อตั้งบริษัทฟินเทค Tokenine ผู้พัฒนาบล็อกเชน ThaiChain และผู้ก่อตั้ง DomeCloud มองว่า การนำ TH-AI Passport ไปเปรียบเทียบกับบริการ AI ฟรีอาจไม่ยุติธรรม เพราะควรพิจารณาทั้งคุณภาพของโมเดลและระบบที่ช่วยให้ AI ทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นได้
เขาระบุว่า จุดเด่นของ TH-AI Passport คือการรวมโมเดล AI ระดับสูงหลายประเภทไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทั้งด้านการใช้เหตุผล การเขียนโปรแกรม และการสร้างภาพ โดยเมื่อพิจารณาควบคู่กับเครดิตที่ได้รับ เช่น หากมี 10,000 เครดิต และการสร้างภาพใช้ประมาณ 4 เครดิตต่อภาพ ผู้ใช้สามารถสร้างภาพได้จำนวนมาก ซึ่งหาได้ยากจากบริการ AI ฟรีทั่วไป
อย่างไรก็ตาม โดมเห็นว่ายังมีช่องว่างสำหรับผู้ใช้ระดับสูง เนื่องจากระบบยังอยู่ในรูปแบบ Web Chat ขณะที่ผู้ให้บริการ AI เชิงพาณิชย์หลายรายกำลังพัฒนาไปสู่ Desktop Application, Agent, Skill, MCP และการประมวลผลผ่านคลาวด์ จึงเสนอว่า TH-AI Passport ควรพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
CEO DomeCloud มองคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้
ธนารัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน ซอฟต์แวร์ และ CEO ของ DomeCloud ซึ่งร่วมทดลองระบบ มองว่า จุดเด่นสำคัญคือความคุ้มค่าของโมเดล AI และเครื่องมือที่ประชาชนได้รับเมื่อเทียบกับต้นทุนของโครงการ
เขาประเมินว่า หากใช้งบประมาณด้านบริการ AI จำนวน 1,500 ล้านบาท และมีผู้ใช้งานตามเป้าหมาย 5 ล้านคน จะมีต้นทุนเฉลี่ยเพียงประมาณ 300 บาทต่อคนต่อปี หรือราว 25 บาทต่อเดือน แต่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงโมเดลระดับ Pro รวมถึงเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโอที่โดยปกติมีต้นทุนค่อนข้างสูง
ยกตัวอย่างว่า การสร้างวิดีโอความละเอียด 720p มีต้นทุนประมาณ 10 บาทต่อวินาที ดังนั้น หากผู้ใช้สร้างวิดีโอเพียงไม่กี่วินาที มูลค่าการใช้งานก็อาจสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยต่อเดือนแล้ว
จากการทดลองใช้งาน ธนารัตน์ระบุว่ายังไม่พบข้อจำกัดที่บังคับให้กลับไปเรียนหลังส่งคำสั่งเพียง 5-6 ครั้งตามที่เคยมีข้อสังเกต โดยสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง และเฉพาะ Gemini 3.1 Pro ภายในระบบยังระบุว่าสามารถใช้งานได้ไม่จำกัด พร้อมรองรับ Context Window ขนาด 1 ล้านโทเคน ซึ่งเป็นความสามารถที่โดยทั่วไปไม่ได้เปิดให้ใช้ฟรี
เขาจึงมองว่า ตัวโมเดล AI มีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริง พร้อมเตรียมทดสอบฟีเจอร์อื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเชื่อมต่อ API เพื่อให้นักพัฒนานำโมเดลไปต่อยอดกับเครื่องมือและบริการอื่นในอนาคต
จากข้อสงสัย สู่การประเมินจากการใช้งานจริง
ผลการทดลองเบื้องต้นสะท้อนว่า TH-AI Passport ไม่ได้เป็นเพียง AI Chatbot แต่รองรับการเขียน วิเคราะห์ เขียนโปรแกรม สร้างภาพ สร้างวิดีโอ และมีระบบการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มเดียว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องติดตามคือ การบริหารระบบเครดิต การรักษาคุณภาพเมื่อเปิดให้ประชาชนใช้งานจำนวนมาก รวมถึงการพัฒนาฟีเจอร์สำหรับนักพัฒนาและผู้ใช้ระดับสูง เพื่อให้ TH-AI Passport สามารถต่อยอดสู่การเรียนรู้ การทำงาน และการสร้างนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน
