
วันแรกก็มีเสียงสะท้อน! TH-AI Passport ใช้งานได้จริง แต่ยังไม่ตอบโจทย์ทุกสายงาน
31 สิงหาคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ BDE ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดให้บริการแพลตฟอร์ม AiPASS ภายใต้โครงการ TH-AI Passport อย่างเต็มรูปแบบเป็นวันแรก ตั้งแต่เวลา 09.00 น. หลังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา
ข้อมูลระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 1,332,120 คน แบ่งเป็นภาคกลาง 622,222 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 293,722 คน ภาคเหนือ 136,052 คน ภาคใต้ 135,392 คน ภาคตะวันออก 95,317 คน ภาคตะวันตก 49,414 คน และไม่ระบุภูมิภาค 1 คน
แม้จำนวนดังกล่าวยังไม่ถึงเป้าหมายสูงสุด 5 ล้านสิทธิ์ แต่การมีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 1.3 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ สะท้อนความสนใจของประชาชนต่อเทคโนโลยี AI และเป็นบททดสอบสำคัญว่า โครงการจะสามารถเปลี่ยนจำนวนผู้ลงทะเบียนให้กลายเป็นทักษะและผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด
รวม AI หลายโมเดลไว้ในที่เดียว
TH-AI Passport เปิดให้ประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึง Generative AI ระดับ Pro หรือ Premium โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 ปี พร้อมระบบ E-Learning สำหรับพัฒนาทักษะ
ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของภาครัฐระบุว่า AiPASS รวบรวม AI จากผู้พัฒนามากกว่า 14 ราย รวมกว่า 30 โมเดลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ขณะที่ข้อมูลบนเว็บไซต์โครงการ ณ วันที่ 28 สิงหาคม ระบุ 33 โมเดลจาก 15 ผู้ให้บริการ ครอบคลุมการสนทนา เขียนโค้ด ค้นคว้าเชิงลึก สร้างภาพ วิดีโอ และเพลง
ตัวอย่างโมเดลที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ GPT-5.6 Sol, GPT-5.6 Terra, o3 Deep Research, GPT Image 2, Claude Opus 5, Claude Sonnet 5, Gemini 3.1 Pro, Gemini 3.7 Flash, Nano Banana Pro, Grok, DeepSeek, Llama, Qwen, Mistral, Kimi, GLM และ Pathumma ThaiLLM
จุดเด่นคือ ผู้ใช้งานสามารถทดลองและเปรียบเทียบโมเดลจากหลายค่ายผ่านบัญชีเดียว โดยไม่ต้องสมัครแยกหลายบริการ เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน AI โดยไม่ต้องเสียค่าบริการรายเดือน
นอกจากนี้ยังมีพรีพรอมต์ ระบบเปรียบเทียบโมเดล แชตชั่วคราว การสร้างโฟลเดอร์ และฟังก์ชันสร้าง ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ ที่กำหนดบทบาทหรือเพิ่มชุดความรู้เฉพาะทางได้
วันแรก ผู้ใช้เริ่มนำ AI ไปสร้างชิ้นงาน
หลังเปิดระบบ ผู้ใช้งานเริ่มแชร์ตัวอย่างการนำ AiPASS ไปประยุกต์ใช้ โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการถามตอบข้อมูล
ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Worrathasana Wongthai เปิดเผยว่า ได้สร้าง ‘Craft AI’ ผู้ช่วยจำนวน 7 รายการใน Marketplace ของ AiPASS โดยใช้โมเดลจาก GPT, Gemini และ Grok สำหรับงานคอนเทนต์ เพลง ภาษา และเทคโนโลยี พร้อมเปิดให้ผู้ใช้งานรายอื่นนำไปทดลองต่อ
ขณะที่ Ming Li ผู้ใช้งานในกลุ่มนักเขียนโปรแกรมที่มีสมาชิกมากกว่า 420,000 คน เผยแพร่วิดีโอสาธิตการสร้างเกมด้วย TH-AI Passport และมีสมาชิกเข้ามาถามต่อยอด
ด้าน อนุศร หงษ์ขุนทด มองว่า จุดเด่นของแพลตฟอร์มคือการรวม AI หลายค่ายไว้ในที่เดียว ช่วยลดความจำเป็นในการสมัครหลายบัญชี และทำให้ผู้เริ่มต้นเห็นภาพรวมของเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น
E-Learning พร้อมระบบสะสมคะแนน
AiPASS ยังมีระบบการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด Learn • Earn • Plern ซึ่งเชื่อมหลักสูตรเข้ากับคะแนนและสิทธิ์การใช้งาน
ผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 จะได้รับระดับ Innovator เป็นเวลา 30 วัน พร้อมเครดิต 10,000 เครดิตต่อวัน สำหรับการสนทนา เขียนโค้ด คิดวิเคราะห์ และสร้างภาพ ส่วนวิดีโอ เพลง และการค้นคว้าเชิงลึกมีโควตารายเดือน
หลังจากนั้น ผู้ใช้งานต้องเรียนหรือทำภารกิจเพื่อสะสมอย่างน้อย 100 คะแนนต่อเดือน เพื่อรักษาสิทธิ์ระดับดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจำนวนหลักสูตรที่เผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ยังไม่ตรงกัน โดยพบทั้งตัวเลขกว่า 56 หลักสูตร มากกว่า 96 หลักสูตร และกว่า 100 หลักสูตร ขณะที่หน้าเว็บไซต์ระบุหลักสูตรจากพันธมิตรหลักส่วนหนึ่ง 17 หลักสูตร จึงควรมีการชี้แจงข้อมูลให้ชัดเจน
มีประโยชน์ แต่ยังไม่ตอบโจทย์งานจริงทุกด้าน
เสียงสะท้อนจากผู้ทดลองใช้ส่วนหนึ่งมองว่า AiPASS มีประโยชน์ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยจ่ายค่าบริการ AI แต่หากเทียบกับเครื่องมือ AI ระดับ Pro ที่ใช้งานโดยตรง อาจยังไม่สามารถทดแทนได้ในทุกงาน
อาจารย์วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ ผู้ก่อตั้ง Eduzones มองว่า TH-AI Passport เป็นโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้จากทั่วโลกและช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับครูและนักเรียนควบคู่กัน เพราะการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิ์ใช้งาน AI เพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานและผู้เชี่ยวชาญสะท้อนข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการสร้างและส่งออกเอกสาร การทำสไลด์ การอ่านไฟล์ขนาดใหญ่ การถอดเสียงและวิดีโอ ตลอดจนคุณภาพการประมวลผลภาษาไทย
ศ.ดร.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุหลังทดลองใช้ว่า ระบบสามารถใช้งานในลักษณะ Simple Chat และเลือกโมเดลอย่าง GPT-5.6 หรือ Claude Opus 5 ได้ แต่ยังไม่สามารถสร้างไฟล์ Word หรือ Slides ตามที่ต้องการ
ด้าน Thai PBS Sci & Tech พบว่า จุดเด่นอยู่ที่ความหลากหลายของโมเดลและการเปรียบเทียบผลลัพธ์ แต่เมื่อทดลองคำสั่งเดียวกันกับเครื่องมือ AI รุ่นฟรีผ่านเว็บไซต์ต้นทาง ในบางกรณีพบว่าผลลัพธ์ข้อความ ภาพ และวิดีโอจากแพลตฟอร์มต้นทางทำได้ดีกว่า AiPASS
ผู้ใช้งานบางรายยังเสนอให้เพิ่มความละเอียดวิดีโอจาก 480p เป็นอย่างน้อย 720p และเพิ่มโควตาจาก 10 ครั้งต่อเดือน เนื่องจากข้อจำกัดดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อการผลิตชิ้นงานจริง
ดังนั้น การประเมินแพลตฟอร์ม AI จึงไม่ควรวัดจากจำนวนโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาความสามารถในการทำงานแบบครบกระบวนการ ทั้งการเชื่อมต่อกับโปรแกรมเอกสาร Multimodal การรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ และการทำงานแบบ AI Agent
เครดิตและเงื่อนไขการใช้งาน
BT beartai ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ใช้งานต้องบริหารเครดิตและโควตารายเดือน เนื่องจากแต่ละโมเดลและคำสั่งใช้เครดิตแตกต่างกัน หากเครดิตหมด ต้องรอรอบถัดไปหรือสะสมสิทธิ์ผ่านการเรียนและทำภารกิจ
โครงการยังมีเงื่อนไขระงับสิทธิ์ หากผู้ใช้งานไม่ได้เข้าสู่ระบบหรือไม่มีกิจกรรมติดต่อกันเกิน 10 วัน โดยทีมงาน AiPASS ระบุว่า เงื่อนไขนี้จะเริ่มใช้เมื่อยอดลงทะเบียนครบ 5 ล้านสิทธิ์ และจะมีการแจ้งเตือนทางอีเมลล่วงหน้า ผู้ที่ถูกระงับสามารถติดต่อขอคืนสิทธิ์ได้
รัฐบาลยืนยันพร้อมพัฒนาต่อ
ช่วงเย็นวันเดียวกัน ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงเสียงวิจารณ์ว่า ต้องการให้ประชาชนทดลองใช้ด้วยตนเองก่อนตัดสิน พร้อมยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่ว่า AiPASS ใช้งานได้ไม่ดีเท่าเครื่องมือ AI รุ่นฟรีนั้น “ไม่จริงแน่นอน”
ปัจจุบัน AiPASS ให้บริการผ่านเว็บไซต์ ส่วนแอปพลิเคชันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก Google Play และ App Store โดยคาดว่าจะเปิดใช้งานได้ภายใน 1 สัปดาห์
ส่วนยอดลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคนที่ยังไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ์ รัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลไม่ได้เสียประโยชน์ เนื่องจากปรับรูปแบบการจ่ายเป็น Pay Per Use หรือจ่ายตามการใช้งานจริง
สำหรับข้อจำกัดด้านภาษาไทย ไชยชนกยอมรับว่าต้องพัฒนาต่อเนื่อง โดยจะนำข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลไปสนับสนุนการพัฒนา National LLM และโมเดลภาษาไทยของภาครัฐ
ส่วนการพิจารณาโครงการระยะที่ 2 จะประเมินจากผลลัพธ์หลังครบ 1 ปี ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ใช้งาน โดยเฉพาะความสามารถในการเพิ่มทักษะ ปรับปรุงคุณภาพชีวิต และช่วยให้ประชาชนทำงานได้ดีขึ้น
ข้อมูลส่วนบุคคลยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา
โครงการระบุว่า ข้อมูลการลงทะเบียนและโปรไฟล์ผู้ใช้ถูกจัดเก็บในฐานข้อมูลที่เข้ารหัสภายในประเทศไทย และมีมาตรการไม่ให้ผู้ให้บริการโมเดลภายนอกนำข้อมูลไปฝึกโมเดลของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดการใช้งานระบุว่า Prompt ไฟล์แนบ ประวัติการสนทนา และข้อมูลการใช้งานจำเป็นต้องถูกส่งไปประมวลผลยังโมเดลที่ผู้ใช้เลือก ขณะเดียวกันโครงการอาจนำข้อมูลที่ผ่านการลดหรือทำให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคลไปวิเคราะห์และพัฒนาระบบ รวมถึง National LLM
สภาองค์กรของผู้บริโภคแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบว่า โครงการเก็บข้อมูลอะไร ข้อมูลถูกส่งให้หน่วยงานหรือบริษัทใด มีส่วนใดถูกประมวลผลในต่างประเทศ เก็บรักษานานเท่าใด และผู้ใช้สามารถเข้าถึง แก้ไข ถอนความยินยอม หรือลบข้อมูลได้อย่างไร
ผู้ใช้งานจึงควรหลีกเลี่ยงการอัปโหลดเลขบัตรประชาชน ข้อมูลการเงิน รหัสผ่าน ข้อมูลสุขภาพ เอกสารลับขององค์กร หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่จำเป็น
วงเงินโครงการ 1,621 ล้านบาท
ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของ BDE ระบุว่า โครงการมีวงเงินตามสัญญา 1,621 ล้านบาท โดยผู้ชนะการประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์คือกิจการค้าร่วมทีเอช หรือ TH Consortium ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC
อย่างไรก็ตาม วงเงิน 1,621 ล้านบาทเป็นวงเงินตามสัญญา ไม่จำเป็นต้องเท่ากับยอดเบิกจ่ายสุดท้าย เนื่องจากกระทรวงดีอีเปิดเผยภายหลังว่า ปรับรูปแบบเป็นการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง โดยมีข้อมูลอัตรา 24.70 บาทต่อผู้ใช้งานต่อเดือน
ก่อนหน้านี้ นักวิชาการ นักการเมือง คณะกรรมาธิการ และเครือข่ายด้านเทคโนโลยีตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ความคุ้มค่า ความปลอดภัยของข้อมูล และนิยามของ Active User หรือผู้ใช้งานจริง
การเปิดเผยจำนวนผู้ใช้งานจริง หลักเกณฑ์การนับ ค่าใช้จ่ายที่เบิกจ่าย และตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยให้สาธารณชนประเมินความคุ้มค่าของโครงการได้
ภาพรวมวันแรกสะท้อนว่า TH-AI Passport มีทั้งผู้ที่นำไปสร้างผู้ช่วยเฉพาะทาง ทดลองสร้างเกม เรียนหลักสูตร และสร้างชิ้นงานจริง ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดที่ถูกสะท้อนออกมา โดยเฉพาะด้านเอกสาร ไฟล์ขนาดใหญ่ วิดีโอ และการใช้งานในระดับมืออาชีพ
ดังนั้น บททดสอบสำคัญของ TH-AI Passport ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ลงทะเบียน แต่คือการพิสูจน์ว่าแพลตฟอร์มสามารถเปลี่ยนการเข้าถึง AI ให้กลายเป็นทักษะ ผลงาน และประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้จริงหรือไม่
