ไกล่เกลี่ยคดีแม่-ลูกตระกูลดังยังไม่จบ “ทราย สก๊อต” เปิดใจเจ็บลึก หวังได้ความชัดเจนมากกว่าข้อความ

ไกล่เกลี่ยคดีแม่-ลูกตระกูลดังยังไม่จบ “ทราย สก๊อต” เปิดใจเจ็บลึก หวังได้ความชัดเจนมากกว่าข้อความ

ศาลนัดไกล่เกลี่ยคดีเพิกถอนการให้ระหว่าง “จีรานุช ภิรมย์ภักดี” กับ “ทราย สก๊อต” รอบล่าสุดยังไม่ลงตัว แม้มีบางประเด็นที่เห็นพ้องกัน แต่หลายเรื่องยังหาข้อสรุปไม่ได้ ขณะที่ฝ่ายจำเลยเผยความในใจแบบตรงไปตรงมา ว่าต้องการความชัดเจนและความจริงใจมากกว่าข้อความสั้น ๆ

IMG_4871.jpg

วันที่ 16 มิถุนายน ที่ศาลแพ่งพระโขนง ภายหลังศาลนัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีหมายเลขดำที่ พ.101/2569 ระหว่าง นางจีรานุช ภิรมย์ภักดี โจทก์ และ นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ “ทราย สก๊อต” จำเลย ในคดีเพิกถอนการให้ ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 โดยก่อนหน้านี้ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยมาแล้วเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน แต่ยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ จึงนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งในวันนี้

ภายหลังการไกล่เกลี่ย นายสิรณัฐ พร้อมด้วย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เปิดเผยว่า การเจรจายังไม่แล้วเสร็จและไม่บรรลุข้อตกลง ศาลจึงให้ทั้งสองฝ่ายไปพูดคุยกันนอกศาล โดยจะนัดหมายกันเองจนกว่าจะได้ข้อสรุป และจะกลับมาแถลงต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 8 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรก หากยังไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลจะดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป

นายปานเทพระบุว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดสาเหตุที่การไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จได้ เนื่องจากเป็นไปตามคำสั่งศาล โดยยอมรับว่ามีบางประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน และบางประเด็นที่ยังเห็นต่างกัน จึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้

นอกจากนี้ นายปานเทพยังเปิดเผยว่า นายสิรณัฐและมารดาไม่ได้พบหน้ากันภายในห้องพิจารณา เนื่องจากศาลแยกการไกล่เกลี่ยเป็นคนละรอบ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกที่ทราบว่ามารดาเดินทางมาศาลในวันนี้ นายสิรณัฐกล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ และเมื่อถามถึงความสัมพันธ์ในฐานะแม่ลูก ณ เวลานี้ นายสิรณัฐตอบว่า ตนมองว่า “มีแม่เพียงแม่บุญธรรมเท่านั้น ส่วนนางจีรานุชเป็นแม่ในเชิงสายเลือด”

นายสิรณัฐยังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ไปรับประทานอาหารร่วมกับ นายภูริต ภิรมย์ภักดี หรือ “เต้” โดยมี นายกรรชัย กำเนิดพลอย ร่วมพูดคุยด้วย ซึ่งเบื้องต้นมีการหารือว่าควรมีการประชุมภายในครอบครัวและคำนึงถึงอนาคตของตนเอง

อย่างไรก็ตาม หลังการพูดคุยดังกล่าว ตนได้รับข้อความจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทสิงห์ มีเนื้อหาว่า “เมื่อคุยกับเต้แล้ว ก็ควรบอกเขาให้หมด และไม่ควรโพสต์อะไรลงโซเชียลอีก”

นายสิรณัฐกล่าวว่า หากมีการแก้ไขปัญหาตั้งแต่แรก เรื่องอาจไม่บานปลายมาถึงวันนี้ พร้อมยอมรับว่าตนได้รับผลกระทบและมีความทุกข์จากเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก อีกทั้งหลังจากการพูดคุยก็ยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ เกิดขึ้น ทั้งเรื่องการนัดหมายหรือแนวทางแก้ไขปัญหา ทำให้รู้สึกผิดหวังกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

พร้อมยืนยันว่า ตนไม่มีความประสงค์จะปิดปากตัวเอง เพราะมองว่าเรื่องนี้ควรเป็นบทเรียนให้กับสังคม และควรได้รับการแก้ไขด้วยความจริงใจ เนื่องจากส่งผลกระทบทั้งต่อตัวเอง ผู้ที่เคยเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน รวมถึงภาพลักษณ์ของบริษัทสิงห์ด้วย

นายสิรณัฐกล่าวอีกว่า ตนพร้อมเปิดใจพูดคุยเสมอ แต่ต้องมีทีมงานของตนร่วมอยู่ด้วย เพราะมองว่านี่เป็นเรื่องของความปลอดภัยและเป็นบาดแผลที่ฝังลึกในชีวิต

นอกจากนี้ ยังมองว่าการได้พบกับนายภูริตถือเป็นสัญญาณที่ดีและอาจเป็นทางออกของปัญหา แต่ก็ขึ้นอยู่กับสมาชิกในครอบครัวว่าจะยึดมั่นในความถูกต้องและเปิดใจรับฟังหรือไม่ โดยระบุว่า ที่ผ่านมาญาติหลายคนรับฟังข้อมูลจากฝั่งมารดาเพียงด้านเดียว เนื่องจากตนไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมของครอบครัว

นายสิรณัฐกล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้เรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานให้กับสังคม และเป็นกำลังใจให้ผู้ที่เผชิญปัญหาคล้ายกันได้รับความยุติธรรม ส่วนตัวต้องการกลับไปทำงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัก และหวังว่าปัญหาทั้งหมดจะจบลงโดยเร็วที่สุด เพราะไม่ต้องการให้เรื่องราวยืดเยื้อต่อไป.